วันศุกร์ที่ 21 มีนาคม พ.ศ. 2557

ไม้สักทอง (Golden Teak)


               เป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ปัจจุบันเป็นไม้หวงห้ามโดยส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศพม่า เนื้อไม้สีน้ำตาลเหลืองทองเนียนละเอียด เสี้ยนตรงเป็นระเบียบ สอดแทรกด้วยสีน้ำตาลเข้มสวยงามเด่นชัด แข็งแรง ทนทาน
               เนื้อไม้สักทองจะมีน้ำมัน ซึ่งเป็นสารที่เป็นพิษต่อปลวก และเห็ดราบางชนิด ทนต่อกรด ไม่ทำให้เหล็กเป็นสนิม แต่ต้องเป็นไม้สักทองที่มาจากป่าธรรมชาติ เนื้อไม้ค่อนข้างอ่อนทำให้ขึ้นรูปและทำงานค่อนข้างง่าย ทนทานต่อการเข้าทำลายเนื้อไม้จากปลวกมอด เป็นไม้ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ สำมารถนำใช้ได้ทุกส่วนในการสร้างบ้านตั้งแต่เสา พื้น ไปจนถึงหลังคา นอกจากนั้น ยังทนทาน ทนแดด ทนฝน ปลวกไม้ชอบ สีสวย ใช้ทำเครื่องเรือนได้ดีที่สุด อายุการใช้งานยาวนาน



 คุณสมบัติของไม้
ความแข็งแรงของผิวหน้า (Janka hardness test)                1.155 lbF.
ความต้านทานต่อการแตกร้าวเมื่อตอกตะปู                           ดี
ความต้านทานต่อการแตกร้าวเมื่อไขตะปูควง                       ดี
การติดกาว                                                                             ดี
ความกว้างมาตรฐาน : 4" (90mm) หรือ 5"(125mm)
ความยาวมาตรฐาน   : 300-1,200 mm.





ไม้สักทอง (Golden Teak) ไม้ในประเทศ

ไม้สักทอง (Golden Teak)


               เป็นไม้ที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจของประเทศไทย ปัจจุบันเป็นไม้หวงห้ามโดยส่วนใหญ่นำเข้ามาจากประเทศพม่า เนื้อไม้สีน้ำตาลเหลืองทองเนียนละเอียด เสี้ยนตรงเป็นระเบียบ สอดแทรกด้วยสีน้ำตาลเข้มสวยงามเด่นชัด แข็งแรง ทนทาน
               เนื้อไม้สักทองจะมีน้ำมัน ซึ่งเป็นสารที่เป็นพิษต่อปลวก และเห็ดราบางชนิด ทนต่อกรด ไม่ทำให้เหล็กเป็นสนิม แต่ต้องเป็นไม้สักทองที่มาจากป่าธรรมชาติ เนื้อไม้ค่อนข้างอ่อนทำให้ขึ้นรูปและทำงานค่อนข้างง่าย ทนทานต่อการเข้าทำลายเนื้อไม้จากปลวกมอด เป็นไม้ที่ใช้ได้สารพัดประโยชน์ สำมารถนำใช้ได้ทุกส่วนในการสร้างบ้านตั้งแต่เสา พื้น ไปจนถึงหลังคา นอกจากนั้น ยังทนทาน ทนแดด ทนฝน ปลวกไม้ชอบ สีสวย ใช้ทำเครื่องเรือนได้ดีที่สุด อายุการใช้งานยาวนาน



 คุณสมบัติของไม้
ความแข็งแรงของผิวหน้า (Janka hardness test)                1.155 lbF.
ความต้านทานต่อการแตกร้าวเมื่อตอกตะปู                           ดี
ความต้านทานต่อการแตกร้าวเมื่อไขตะปูควง                       ดี
การติดกาว                                                                             ดี
ความกว้างมาตรฐาน : 4" (90mm) หรือ 5"(125mm)
ความยาวมาตรฐาน   : 300-1,200 mm.





วันจันทร์ที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2557

การอบแห้ง (Kiln Dry)

 ไม้ทุกชนิดที่มีการนำมาใช้งานไม่ว่าจะด้วยรูปแบบไหนก็ตาม ควรผ่านกระบวนการอบแห้งซะก่อน เพื่อลดความชื้นที่มีอยู่ในเนื้อไม้ ที่ทำให้เกิดการหด หรือขยายตัวของเนื้อไม้ทำให้เกิดการโก่ง บิดตัว สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างไม้

โดยที่การอบแห้งนั้นมีอยู่ 2 แบบ
  1. แบบแอร์ดราย (Air Dry) 
  2. แบบอบความร้อนด้วยระบบสูญญากาศ

แบบ แอร์ดราย (Air Dry)
เรียกแบบภาษาชาวบ้านคือแบบผึ่งลม นั่นเอง เป็นการทำไม้ แห้งด้วยการตากลมโดยที่ตากแดด ปล่อยให้ความชื้นในเนื้อไม้ค่อยๆ ระเหยไปเอง  จนความชื้นในเนื้อไม้เหลือ 15-16% ซึ่งบ้านเรากำหนดความชื้นในไม้ไว้ที่ประมาณ 10-12% ถ้าใครคิดจะลองวิธีการนี้ ต้องใช้เวลาเป็นปีเลยทีเดียวเพื่อให้ไม้แห้ง แต่วิธีการนี้จะช่วยทำให้ไม้ไม่เกิดการบิดตัวเลยเพราะเป็นการค่อยๆปล่อยให้ไม้นั้นแหงเองตามธรรมชาติ ถ้าเกิดรอนานไม่ไหวก็สามารถใช้วิธีการอบได้ซึ่งจะใช้เวลา 1-2 วัน เท่านั้น แต่มีข้อเสียคือ การอบนั้นเหมือนเป็นการไปเร่งเอาน้ำออกมาจากเนื้อไม้ ทำให้ไม้เกิดการบิดตัว และอาจเสียรูปได้


แบบอบความร้อนด้วยระบบสูญญากาศ
การอบความร้อนวิธีการนี้เป็นวิธีอีกทางหนึ่ง เพื่อดึงความชื้นออกมาจากเนื้้อไม้ เพื่อให้ไม้ที่นำไปใช้ไม่เกิดการโก่งงอ บิดตัว เป็นการใช้ความร้อนเร่งทำให้ความชื้นในเนื้อไม้แห้งตามมาตรฐานความชื้นที่กำหนดไว้ โดยวิธีการจะนำไม้ไปอบด้วยความร้อนที่กำหนดประมาณ 100 องศาเซลเซียส ด้วยระบบสุญญากาศ คือ การดูดอากาศจนกระทั่งอากศภายในตูที่ใช้อบไม้ รวมถึงอากาศจากในเนื้อไม้ออกจนหมดสิ่งมีชีวิตต่างๆไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เป็นการทำลายมดหรือแมลงต่างๆที่อาจจะมากับไม้ไปจนหมด

ไม่ง่ายเลยใช่ไหมครับสำหรับการทำเราจะนำไม้มาใช้ประโยชน์ ยังมีวิธีการปรับปรุงคุณภาพไม้ยังอีก 2ขั้นตอนในการปรับปรุงคุณภาพไม้
การอบความร้อนแบบพิเศษ (Heated Treatment)
การอัดน้ำยา
จึงจะได้ไม้ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ




การอบไม้ (Wood Drying)

การอบแห้ง (Kiln Dry)

 ไม้ทุกชนิดที่มีการนำมาใช้งานไม่ว่าจะด้วยรูปแบบไหนก็ตาม ควรผ่านกระบวนการอบแห้งซะก่อน เพื่อลดความชื้นที่มีอยู่ในเนื้อไม้ ที่ทำให้เกิดการหด หรือขยายตัวของเนื้อไม้ทำให้เกิดการโก่ง บิดตัว สร้างความเสียหายให้กับโครงสร้างไม้

โดยที่การอบแห้งนั้นมีอยู่ 2 แบบ
  1. แบบแอร์ดราย (Air Dry) 
  2. แบบอบความร้อนด้วยระบบสูญญากาศ

แบบ แอร์ดราย (Air Dry)
เรียกแบบภาษาชาวบ้านคือแบบผึ่งลม นั่นเอง เป็นการทำไม้ แห้งด้วยการตากลมโดยที่ตากแดด ปล่อยให้ความชื้นในเนื้อไม้ค่อยๆ ระเหยไปเอง  จนความชื้นในเนื้อไม้เหลือ 15-16% ซึ่งบ้านเรากำหนดความชื้นในไม้ไว้ที่ประมาณ 10-12% ถ้าใครคิดจะลองวิธีการนี้ ต้องใช้เวลาเป็นปีเลยทีเดียวเพื่อให้ไม้แห้ง แต่วิธีการนี้จะช่วยทำให้ไม้ไม่เกิดการบิดตัวเลยเพราะเป็นการค่อยๆปล่อยให้ไม้นั้นแหงเองตามธรรมชาติ ถ้าเกิดรอนานไม่ไหวก็สามารถใช้วิธีการอบได้ซึ่งจะใช้เวลา 1-2 วัน เท่านั้น แต่มีข้อเสียคือ การอบนั้นเหมือนเป็นการไปเร่งเอาน้ำออกมาจากเนื้อไม้ ทำให้ไม้เกิดการบิดตัว และอาจเสียรูปได้


แบบอบความร้อนด้วยระบบสูญญากาศ
การอบความร้อนวิธีการนี้เป็นวิธีอีกทางหนึ่ง เพื่อดึงความชื้นออกมาจากเนื้้อไม้ เพื่อให้ไม้ที่นำไปใช้ไม่เกิดการโก่งงอ บิดตัว เป็นการใช้ความร้อนเร่งทำให้ความชื้นในเนื้อไม้แห้งตามมาตรฐานความชื้นที่กำหนดไว้ โดยวิธีการจะนำไม้ไปอบด้วยความร้อนที่กำหนดประมาณ 100 องศาเซลเซียส ด้วยระบบสุญญากาศ คือ การดูดอากาศจนกระทั่งอากศภายในตูที่ใช้อบไม้ รวมถึงอากาศจากในเนื้อไม้ออกจนหมดสิ่งมีชีวิตต่างๆไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ เป็นการทำลายมดหรือแมลงต่างๆที่อาจจะมากับไม้ไปจนหมด

ไม่ง่ายเลยใช่ไหมครับสำหรับการทำเราจะนำไม้มาใช้ประโยชน์ ยังมีวิธีการปรับปรุงคุณภาพไม้ยังอีก 2ขั้นตอนในการปรับปรุงคุณภาพไม้
การอบความร้อนแบบพิเศษ (Heated Treatment)
การอัดน้ำยา
จึงจะได้ไม้ที่นำมาใช้ประโยชน์ได้เต็มประสิทธิภาพ




วันพุธที่ 29 มกราคม พ.ศ. 2557



 ไม้บีช(Beech) เป็นไม้มาจากทวีปยุโรป สีน้ำตาลออกขาวอมเหลือง หรืออมส้ม เป็นผลมาจาการนำไปผ่านกระบวนการ Steam ไม้ เพื่อลดการโก่งตัวหรือบิดตัวของไม้ ทำให้ไม้มีสีออกส้มมากขึ้น ปกติจะทำการ Steam ประมาณ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่ต้องการสีออกส้มมากก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งหนึ่งคือ 12 ชั่วโมงเท่านั้น ด้วยเนื้อไม้ของไม้บีชมีความละเอียดมาก ลายไม่เยอะ จึงนิยมนำมาทำพื้น และเฟอร์นิเจอร์ ไม้บีชมีสีที่ค่อนข้างจะออกเป็นสีของเนื้อไม้ น้ำตาลอมส้มกลางๆให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติของไม้ได้มากแต่ในประเทศไทยนิยมใช้ไม้โอ๊คมากกว่า



ไม้บีช (Beech) ไม้ต่างประเทศ



 ไม้บีช(Beech) เป็นไม้มาจากทวีปยุโรป สีน้ำตาลออกขาวอมเหลือง หรืออมส้ม เป็นผลมาจาการนำไปผ่านกระบวนการ Steam ไม้ เพื่อลดการโก่งตัวหรือบิดตัวของไม้ ทำให้ไม้มีสีออกส้มมากขึ้น ปกติจะทำการ Steam ประมาณ 24 ชั่วโมง แต่ถ้าไม่ต้องการสีออกส้มมากก็จะใช้เวลาเพียงครึ่งหนึ่งคือ 12 ชั่วโมงเท่านั้น ด้วยเนื้อไม้ของไม้บีชมีความละเอียดมาก ลายไม่เยอะ จึงนิยมนำมาทำพื้น และเฟอร์นิเจอร์ ไม้บีชมีสีที่ค่อนข้างจะออกเป็นสีของเนื้อไม้ น้ำตาลอมส้มกลางๆให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติของไม้ได้มากแต่ในประเทศไทยนิยมใช้ไม้โอ๊คมากกว่า



วันอังคารที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2557

โอ๊ค (Oak)

ไม้ต่างประเทศส่วนใหญ่นั้นจะเป็นไม้เนื้ออ่อนซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นไม้สำหรับงานตกแต่งเพื่อความสวยงาม ถ้าเป็นไม้สำหรับงานโครงสร้าง นิยมใช้ไม้สน เนื่องจากเป็นไม้โตไว และมีมาก ปัจจุบันนี้ได้มีกรรมวิธีพัฒนาคุณสมบัติของไม้เพื่อให้มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้นเพื่อนำมาใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

01 ไม้โอ๊ค (Oak) ไม้ตระกูลโอ๊คนั้นจัดเป็นไม้เนื้อแข็ง และเป็นไม้อุตสาหกรรม ด้วยปริมาณที่มีอยู่มากมายทำให้มีระดับราคาที่ค่อนข้างคงที่ ต่างจากไม้ในประเทศบ้านเรา ที่ระดับราคาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปริมาณและความหายากของไม้แต่ละชนิด

ไม้โอ๊คเป็นไม้ที่มาจากทางฝั่งยุโรป อเมริกา จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น แต่ไม้โอ๊คที่มีคุณภาพจะมาจากจีนและญี่ปุ่นเนื่องจากสภาพภูมิอากาศทำใ้ห้เติบโตช้า เนื้อไม้จึงมีความละเอียดมากกว่าทางฝั่งอเมริกา อย่างไรก็ตามไม้โอ๊คส่วนใหญ่ ในอเมริกาเป็นป่าปลูกที่ตัดจากป่าธรรมชาติซึ่งมีระบบการปลูกทดแทนอย่างเป็นระบบก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากมีปริมาณมากและราคาสมเหตุสมผล โดยสามารถแบ่งประเภทของไม้โอ๊คเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ

ไม้โอ๊คแดง (Red Oak) ไม้โอ๊คแดงปลูกมาทางฝั่งตะวันออกของอเมริกาเนื้อไม้ออกสีน้ำตาลเข้มอมแดง มีเสี้ยนที่ลึกเห็นเด่นชัดสัมผัสไม้หยาบให้ความรู้สึกแน่น รก และหนัก ตามสไตล์บ้านฝรั่งที่เน้นการตกแต่งบ้านด้วยไม้ขนาดใหญ่โทนสีเข้ม ให้ความรู้สึกหนักและทึบตัน นิยมนำมาใช้ทำพื้น และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมในบ้านเรา เนื่องจากสไตล์การตกแต่งบ้านแบบไทย จะเน้นที่รูปแบบเรียบง่ายโปร่งเบาสบาย ซี่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับรูปแบบและความรู้สึกที่ได้จากไม้โอ๊คอดงอย่างเห็นได้ชัด
ไม้โอ๊คขาว (White Oak) ไม้โอ๊คขาวพบเห็นมากทางฝั่งตะวันออกของอเมริกาเช่นเีดียวกัน เนื้อไม้ออกสีเหลืองอ่อน มีเสี้ยนที่ถี่ละเอียด ผิวไม้เรียบกว่าไม้โอ๊คแดง ด้วยการที่ไม้โอ๊คขาวนั้นมีสีที่เหลืองอ่อน และผิวเรียบ จึงทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักออกแบบในบ้านเราที่จะเลือกไม้ชนิดนี้มาใช้ในงานกันมาก และนวทางการแต่งบ้านสมัยนี้ก็นิยมชมชอบสไตล์โมเดิร์น ที่ให้ความสัมผัสเรียบง่าย และเบ่าสบายได้ดี


ไม้โอ๊ค (OAK) ไม้ต่างประเทศ

โอ๊ค (Oak)

ไม้ต่างประเทศส่วนใหญ่นั้นจะเป็นไม้เนื้ออ่อนซึ่งนิยมนำมาใช้เป็นไม้สำหรับงานตกแต่งเพื่อความสวยงาม ถ้าเป็นไม้สำหรับงานโครงสร้าง นิยมใช้ไม้สน เนื่องจากเป็นไม้โตไว และมีมาก ปัจจุบันนี้ได้มีกรรมวิธีพัฒนาคุณสมบัติของไม้เพื่อให้มีความแข็งแรงทนทานมากขึ้นเพื่อนำมาใช้งานได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

01 ไม้โอ๊ค (Oak) ไม้ตระกูลโอ๊คนั้นจัดเป็นไม้เนื้อแข็ง และเป็นไม้อุตสาหกรรม ด้วยปริมาณที่มีอยู่มากมายทำให้มีระดับราคาที่ค่อนข้างคงที่ ต่างจากไม้ในประเทศบ้านเรา ที่ระดับราคาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับปริมาณและความหายากของไม้แต่ละชนิด

ไม้โอ๊คเป็นไม้ที่มาจากทางฝั่งยุโรป อเมริกา จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น แต่ไม้โอ๊คที่มีคุณภาพจะมาจากจีนและญี่ปุ่นเนื่องจากสภาพภูมิอากาศทำใ้ห้เติบโตช้า เนื้อไม้จึงมีความละเอียดมากกว่าทางฝั่งอเมริกา อย่างไรก็ตามไม้โอ๊คส่วนใหญ่ ในอเมริกาเป็นป่าปลูกที่ตัดจากป่าธรรมชาติซึ่งมีระบบการปลูกทดแทนอย่างเป็นระบบก็ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากเนื่องจากมีปริมาณมากและราคาสมเหตุสมผล โดยสามารถแบ่งประเภทของไม้โอ๊คเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ

ไม้โอ๊คแดง (Red Oak) ไม้โอ๊คแดงปลูกมาทางฝั่งตะวันออกของอเมริกาเนื้อไม้ออกสีน้ำตาลเข้มอมแดง มีเสี้ยนที่ลึกเห็นเด่นชัดสัมผัสไม้หยาบให้ความรู้สึกแน่น รก และหนัก ตามสไตล์บ้านฝรั่งที่เน้นการตกแต่งบ้านด้วยไม้ขนาดใหญ่โทนสีเข้ม ให้ความรู้สึกหนักและทึบตัน นิยมนำมาใช้ทำพื้น และเฟอร์นิเจอร์ไม้ ซึ่งไม่ค่อยเป็นที่นิยมในบ้านเรา เนื่องจากสไตล์การตกแต่งบ้านแบบไทย จะเน้นที่รูปแบบเรียบง่ายโปร่งเบาสบาย ซี่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับรูปแบบและความรู้สึกที่ได้จากไม้โอ๊คอดงอย่างเห็นได้ชัด
ไม้โอ๊คขาว (White Oak) ไม้โอ๊คขาวพบเห็นมากทางฝั่งตะวันออกของอเมริกาเช่นเีดียวกัน เนื้อไม้ออกสีเหลืองอ่อน มีเสี้ยนที่ถี่ละเอียด ผิวไม้เรียบกว่าไม้โอ๊คแดง ด้วยการที่ไม้โอ๊คขาวนั้นมีสีที่เหลืองอ่อน และผิวเรียบ จึงทำให้เป็นที่นิยมในหมู่นักออกแบบในบ้านเราที่จะเลือกไม้ชนิดนี้มาใช้ในงานกันมาก และนวทางการแต่งบ้านสมัยนี้ก็นิยมชมชอบสไตล์โมเดิร์น ที่ให้ความสัมผัสเรียบง่าย และเบ่าสบายได้ดี


วันจันทร์ที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2556

ไม้เนื้ออ่อน

เป็นไม้ที่มีระยะเวลาการเจริญเติบโตเร็วทำให้มีวงปีกว้างลายไม้ที่ได้จึงน้อยและไม่ละเอียด เนื้อไม้เลยมีความแข็งแรงทนทานน้อยกว่าไม้เนื้อแข็ง ไม้ชนิดนี้จะมีสีของไม้แตกต่างกันออกไปมาก ตั้งแต่ไม้ที่มีสีจาง อ่อนไปจนถึงสีเข้ม เนื้อไม้ไม่แข็งมากจึงไม่นิยมมาใช้มาเป็นส่วนโครงสร้างที่ต้องการรับน้ำหนัก และเนื่องจากเนื้อไม้อ่อนทำให้นิยมนำมาใช้สำหรับงานตกแต่งภายในหรือเฟอร์นิเจอร์หรือโครงสร้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมากแต่ก็ไม่เหมาะที่จะใช้กับงานภายนอกที่ต้องตากแดดตากฝน

ตัวอย่างไม้ชนิดนี้ก็มี
ไม้สยาขาว ลักษณะเนื้อไม้มีสีชมพูอ่อนแกมขาวถึงน้ำตาอ่อนแกมแดง มีริ้วสีแก่กว่าสีพื้น ผิวเป็นมันเลื่อม เนื้อหยาบอ่อน ค่อนข้างเหนียว เลื่อยไสได้ง่าย เหมาะสำหรับใช้ทำเครื่องเรือน หรือส่วนประกอบอาคารที่อยู่ในร่ม

ไม้ฉำฉา (ไม้จามจุรี) เนื้อไม้หยาบสีออกขาว น้ำหนักเบาทำการเลื่อยไส ผ่า และขัดเงาได้ง่ายนิยมใช้ทำลังปัจจุบันมีการนำมาใช้ในงานตกแต่ง และทำเครื่องเรือนต่างๆมากขึ้น

และรวมถึง ไม้มะม่วง ทุเรียน ขนุน เรียกได้ว่าเป็นไม้หัวไร่ปลายนา เกิดจากการที่หาได้ง่าย มีมากและราคาถูก แต่เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน จำเป็นต้องนำมาผ่านกรรมวิธีอัดน้ำยากันปลวกและอบแห้ง จึงสามารถนำมาใช้งานได้ดี ส่วนใหญ่จึงนิยมนำไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้ออ่อนไสตัดตกแต่งได้ง่าย


ไม้เนื้ออ่อน

ไม้เนื้ออ่อน

เป็นไม้ที่มีระยะเวลาการเจริญเติบโตเร็วทำให้มีวงปีกว้างลายไม้ที่ได้จึงน้อยและไม่ละเอียด เนื้อไม้เลยมีความแข็งแรงทนทานน้อยกว่าไม้เนื้อแข็ง ไม้ชนิดนี้จะมีสีของไม้แตกต่างกันออกไปมาก ตั้งแต่ไม้ที่มีสีจาง อ่อนไปจนถึงสีเข้ม เนื้อไม้ไม่แข็งมากจึงไม่นิยมมาใช้มาเป็นส่วนโครงสร้างที่ต้องการรับน้ำหนัก และเนื่องจากเนื้อไม้อ่อนทำให้นิยมนำมาใช้สำหรับงานตกแต่งภายในหรือเฟอร์นิเจอร์หรือโครงสร้างที่ไม่ต้องรับน้ำหนักมากแต่ก็ไม่เหมาะที่จะใช้กับงานภายนอกที่ต้องตากแดดตากฝน

ตัวอย่างไม้ชนิดนี้ก็มี
ไม้สยาขาว ลักษณะเนื้อไม้มีสีชมพูอ่อนแกมขาวถึงน้ำตาอ่อนแกมแดง มีริ้วสีแก่กว่าสีพื้น ผิวเป็นมันเลื่อม เนื้อหยาบอ่อน ค่อนข้างเหนียว เลื่อยไสได้ง่าย เหมาะสำหรับใช้ทำเครื่องเรือน หรือส่วนประกอบอาคารที่อยู่ในร่ม

ไม้ฉำฉา (ไม้จามจุรี) เนื้อไม้หยาบสีออกขาว น้ำหนักเบาทำการเลื่อยไส ผ่า และขัดเงาได้ง่ายนิยมใช้ทำลังปัจจุบันมีการนำมาใช้ในงานตกแต่ง และทำเครื่องเรือนต่างๆมากขึ้น

และรวมถึง ไม้มะม่วง ทุเรียน ขนุน เรียกได้ว่าเป็นไม้หัวไร่ปลายนา เกิดจากการที่หาได้ง่าย มีมากและราคาถูก แต่เนื่องจากเป็นไม้เนื้ออ่อน จำเป็นต้องนำมาผ่านกรรมวิธีอัดน้ำยากันปลวกและอบแห้ง จึงสามารถนำมาใช้งานได้ดี ส่วนใหญ่จึงนิยมนำไม้มาทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้ออ่อนไสตัดตกแต่งได้ง่าย


วันพฤหัสบดีที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2556

   ไม้เนื้อแข็ง ที่นิยมใช้ในประเทศไทย 10 ชนิด (2)

   6.ไม้สัก : เป็นไม้เนื้อแข็งปานกลางที่มีลวดลายสวยงามและคุณภาพดีที่สุด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลทอง ผิวลายไม้ตรง ละเอียดสวยงาม ไม้เกิดการปิดงอโก่งตัวได้ยาก ไม้สักที่ดี จะต้องใช้เวลานานมากในการเจริญเติบโต ไม้สักที่มีอายุมากจะเกิดการผลิตน้ำมันธรรมชาติของสักซึ่งมีกลิ่นที่ปลวกไม่ ชอบ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าไม้สักไม่โดนปลวกกิน แต่หากเป็นสักปลูกที่โตเร็วจะไม่มีน้ำมันชนิดนี้สะสมอยู่ในเนื้อไม้ ปลวกจึงเลือกกินไม้สักชนิดนี้ได้เช่นกัน หรือที่เรียกไม้สักชนิดนี้ว่าเป็นไม้สักที่ได้จากป่าปลูก ซึ่งระยะเวลาการปลูกยังไม่ยาวนานพอที่จะเกิดน้ำมันตามธรรมชาติจึงแก้ปัญหา ด้วยการอาบน้ำยากันปลวกแทนก็สามารถช่วยป้องกันปลวกได้อีกทางหนึ่ง ไม้สักมีหลายประเภท ได้แก่ สักทอง สักหิน และสักขี้ควาย ไม้สักที่ดีที่สุดคือ ไม้สักทอง ซึ่งในสมัยนี้ค่อนข้างที่จะหาได้ยากมาก แทบจไม่มีการนำมาใช้เป็นไม้จริงล้วนๆ เนื่องจากมีราคาสูงนิยมนำมาทำเป็นไม้วีเนียร์เพื่อใช้ปะผิวไม้ชนิดอื่นแทน นิยมใช้ในงานที่มีราคาแพง เช่น นำไปใช้เป็นผิวของเรือยอร์ช เนื่องจากไม้สักทองเป้ฯไม้ที่มีความสวยงามและคงทน จึงนิยมเลือกใช้ไม้ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างหรือส่วนต้องการความสวย งามประณีต เช่น บานประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์
   
  7. ไม้ยางพารา : จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้อแข็งปานกลางในสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้ใน ลักษณะของไม้แปรรูป แต่จากการที่ไม้ยางโตเร็วและมีมาก ทำให้สามารถนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมได้ แต่เนื่องจากต้นยางนั้นจะมีสารอาหารของปลวกและเชื้อรา ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการปรับปรุงคุณภาพของไม้ด้วยการอัดน้ำยากันปลวกและ อบแห้งเพื่อให้เนื้อไม้คงทนแข็งแรง ทำให้สามารถน้ำมาใช้งานได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม้ยางพารานั้นราคาไม่แพงหาได้ง่าย และมีข้อดีอีกอย่างคือเป็นไม้สีอ่อนทำให้สามารถนำไปทำสีได้ง่ายด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ได้มีการนำไม้ยากมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง และหลากหลายรูปแบบมายิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการต่อไม้แบบ FJL (Finger Joint Laminage) ที่สามารถนำไม้ยางท่อนสั้นๆมาต่อกันเพื่อให้ได้ไม้ยาวมากขี้นซึ่งมีความแข็ง แรงทนทานมาก และนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของบ้าน เช่น ประตู วงกบประตู บันได พื้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
    
 8. ไม้ประดู่ : ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงอมเหลือง สีเส้นเสี้ยนแก่กว่าสีพื้น เนื้อละเอียดปานกลาง ไสตกแต่งและชักเง่าได้ดี นิยมใช้ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ หรือใช้ในงานก่อสร้างทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน และเนื่องจากมีความคงทนสูงจึงสามารถนำไปต่อเรื่อได้ด้วย
  
  9. ไม้ยาง : เป็นไม้คนละชนิดกับต้นยางพาราที่เรารู้จักกันลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลหม่นเนื้อไม้หยาบ แข็งแรงปานกลางสามารถเลื่อยไสตกแต่งได้ดี นิยมใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น ทำเป็นไม้ฝา หรือไม้โครงคร่าว เป็นต้น

  10. ไม้กะบาก : ลักษณะเนื้อไม้โดยรวามมีสีตั้งแต่นวลเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนแกมแดงเรื่อๆ เสี้ยนมักตรง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอ แข็งเหนียวเลื่อยไสตกแต่งได้ไม่ยาก มักนำมาใช้เป็นไม้โครงสร้าง อาทิ ทำเป็นไม้ฝา ไม้โครงคร่าว หรือทำฝ้าเพดาน

ไม้เนื้อแข็ง ที่นิยมใช้ในประเทศไทย 10 ชนิด (2)

   ไม้เนื้อแข็ง ที่นิยมใช้ในประเทศไทย 10 ชนิด (2)

   6.ไม้สัก : เป็นไม้เนื้อแข็งปานกลางที่มีลวดลายสวยงามและคุณภาพดีที่สุด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลทอง ผิวลายไม้ตรง ละเอียดสวยงาม ไม้เกิดการปิดงอโก่งตัวได้ยาก ไม้สักที่ดี จะต้องใช้เวลานานมากในการเจริญเติบโต ไม้สักที่มีอายุมากจะเกิดการผลิตน้ำมันธรรมชาติของสักซึ่งมีกลิ่นที่ปลวกไม่ ชอบ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าไม้สักไม่โดนปลวกกิน แต่หากเป็นสักปลูกที่โตเร็วจะไม่มีน้ำมันชนิดนี้สะสมอยู่ในเนื้อไม้ ปลวกจึงเลือกกินไม้สักชนิดนี้ได้เช่นกัน หรือที่เรียกไม้สักชนิดนี้ว่าเป็นไม้สักที่ได้จากป่าปลูก ซึ่งระยะเวลาการปลูกยังไม่ยาวนานพอที่จะเกิดน้ำมันตามธรรมชาติจึงแก้ปัญหา ด้วยการอาบน้ำยากันปลวกแทนก็สามารถช่วยป้องกันปลวกได้อีกทางหนึ่ง ไม้สักมีหลายประเภท ได้แก่ สักทอง สักหิน และสักขี้ควาย ไม้สักที่ดีที่สุดคือ ไม้สักทอง ซึ่งในสมัยนี้ค่อนข้างที่จะหาได้ยากมาก แทบจไม่มีการนำมาใช้เป็นไม้จริงล้วนๆ เนื่องจากมีราคาสูงนิยมนำมาทำเป็นไม้วีเนียร์เพื่อใช้ปะผิวไม้ชนิดอื่นแทน นิยมใช้ในงานที่มีราคาแพง เช่น นำไปใช้เป็นผิวของเรือยอร์ช เนื่องจากไม้สักทองเป้ฯไม้ที่มีความสวยงามและคงทน จึงนิยมเลือกใช้ไม้ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างหรือส่วนต้องการความสวย งามประณีต เช่น บานประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์
   
  7. ไม้ยางพารา : จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้อแข็งปานกลางในสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้ใน ลักษณะของไม้แปรรูป แต่จากการที่ไม้ยางโตเร็วและมีมาก ทำให้สามารถนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมได้ แต่เนื่องจากต้นยางนั้นจะมีสารอาหารของปลวกและเชื้อรา ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการปรับปรุงคุณภาพของไม้ด้วยการอัดน้ำยากันปลวกและ อบแห้งเพื่อให้เนื้อไม้คงทนแข็งแรง ทำให้สามารถน้ำมาใช้งานได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม้ยางพารานั้นราคาไม่แพงหาได้ง่าย และมีข้อดีอีกอย่างคือเป็นไม้สีอ่อนทำให้สามารถนำไปทำสีได้ง่ายด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ได้มีการนำไม้ยากมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง และหลากหลายรูปแบบมายิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการต่อไม้แบบ FJL (Finger Joint Laminage) ที่สามารถนำไม้ยางท่อนสั้นๆมาต่อกันเพื่อให้ได้ไม้ยาวมากขี้นซึ่งมีความแข็ง แรงทนทานมาก และนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของบ้าน เช่น ประตู วงกบประตู บันได พื้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
    
 8. ไม้ประดู่ : ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงอมเหลือง สีเส้นเสี้ยนแก่กว่าสีพื้น เนื้อละเอียดปานกลาง ไสตกแต่งและชักเง่าได้ดี นิยมใช้ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ หรือใช้ในงานก่อสร้างทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน และเนื่องจากมีความคงทนสูงจึงสามารถนำไปต่อเรื่อได้ด้วย
  
  9. ไม้ยาง : เป็นไม้คนละชนิดกับต้นยางพาราที่เรารู้จักกันลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลหม่นเนื้อไม้หยาบ แข็งแรงปานกลางสามารถเลื่อยไสตกแต่งได้ดี นิยมใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น ทำเป็นไม้ฝา หรือไม้โครงคร่าว เป็นต้น

  10. ไม้กะบาก : ลักษณะเนื้อไม้โดยรวามมีสีตั้งแต่นวลเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนแกมแดงเรื่อๆ เสี้ยนมักตรง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอ แข็งเหนียวเลื่อยไสตกแต่งได้ไม่ยาก มักนำมาใช้เป็นไม้โครงสร้าง อาทิ ทำเป็นไม้ฝา ไม้โครงคร่าว หรือทำฝ้าเพดาน
ไม้เนื้อแข็ง ที่นิยมใช้ในประเทศไทย 10 ชนิด (1)
  1. ไม้เต็ง : ไม้มีสีนำตาลอ่อน ถ้าตัดทิ้งไว้นานสีจะเข้มข้นเนื้อไม้มีความแข็งมากทำให้ไสและตัดแต่งได้ยากไม่นิยมใช้สำหรับงานภายในเนื่องจากผิวหยาบและเสี้ยนลายไม้ไม่ค่อยสวยงามจึงนิยมใช้กับงานโครงสร้างที่ไม่ต้องการความสวยงามมาก  เช่น เสา คาน ตง วงกล ประตู หน้าต่าง เหมาะที่จะใช้กับงานภายนอกเป็นหลักเนื่องจากทนสภาพดินฟ้าอากาศได้ดี
  2. ไม้แดง : ลักษณะไม้มีสีน้ำตาลเข้มอมแดง ผิวลายไม้มีความชัดเจน เนื้อไม้มีความแข็งแรงทนทาน มีราคาแพง และด้วยสัมผัสผิวลาย สีสันของไม้ที่มีความสวยงาม ทำให้นิยมมาใช้ในส่วนประกอบโครงสร้างที่เห็ฯได้ชัด อย่างเช่น พื้น วงกบประตู หน้าต่าง แต่ไม่นิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อไม้มีความแข็งทำให้ขัดแต่งได้ยาก
  3. ไม้มะค่า : ลักษณะไม้มีสีน้ำตาลเข้มอมส้ม ไม้มะค่าเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมมาก ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีคือ เนื้อไม้มีความแข็งแรงมาก สีไม้และเส้นลวดลายไม้ชัดเจนสวยงาม ทำให้ปัจจุบันไม้มะค่าและมีราคาแพง ไม้มะค่าบางส่วนจึงนำเข้ามาจากแอฟริกาซึ่งภูมิอากาศแถบนั้นจะคล้ายๆ ประเทศไทย แต่สีของไม้จะไม่สวยเท่าไม้มะค่าในประเทศจึงไม่แปลกที่ไม้มะค่าจะมีราคาแพงกว่าไม้แดง
  4. ไม้ตะแบ : เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง สีไม้อ่อนที่สุดในบรรดาไม้ในประเทศ จึงสามารถนำไม้ไปย้อมสีตามที่ต้องการได้ง่ายลายไม้มีความสวยงามใกล้เคียงกับไม้สัก แลทำการไสตกแต่งได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันหากโดนความร้อนหรือความชื้นก็สามารถปิดและโก่งตัวได้ง่ายเช่นเดียวกันจึงนิยมนำมาใช้งานภายในเท่านั้น เช่น พื้นบ้าน บานประตู
  5. ไม้ตะเคียน : เป็นไม้เนื้อแข็งมากเช่นเดียวกัน และเป็นไม้อีกชนิดที่นิยมนำมาใช้สร้างบ้าน ไม้ตะเคียนจะมีสีออกเหลืองทอง แต่จะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มเมื่อทิ้งไว้นานและถูกแสงแดด นิยมนำมาทำวงกบ และพื้นไม้ เนื่องจากมีความคงทนสูงจึงสามารถนำไปต่อเรือได้เช่นเดียวกัน เนื้อของไม้ตะเคียนนั้นจะมีตำหนิที่เรียกว่า "รูมอด" ซึ่งมีลักษณะเป็นรูเล็กๆ อยู่ในเนื้อไม้ชนิดนี้ หลายคนอาจจะกลัวว่าการที่ไม้มีรูแบบนี้ อาจจะทำให้ไม้ไม่ทนทาน แต่จริงๆ รูมอดที่เห็นนั้นไม่ได้มผลต่อความแข็งแรงของไม้แต่อย่างใด
  6. ไม้สัก : เป็นไม้เนื้อแข็งปานกลางที่มีลวดลายสวยงามและคุณภาพดีที่สุด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลทอง ผิวลายไม้ตรง ละเอียดสวยงาม ไม้เกิดการปิดงอโก่งตัวได้ยาก ไม้สักที่ดี จะต้องใช้เวลานานมากในการเจริญเติบโต ไม้สักที่มีอายุมากจะเกิดการผลิตน้ำมันธรรมชาติของสักซึ่งมีกลิ่นที่ปลวกไม่ ชอบ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าไม้สักไม่โดนปลวกกิน แต่หากเป็นสักปลูกที่โตเร็วจะไม่มีน้ำมันชนิดนี้สะสมอยู่ในเนื้อไม้ ปลวกจึงเลือกกินไม้สักชนิดนี้ได้เช่นกัน หรือที่เรียกไม้สักชนิดนี้ว่าเป็นไม้สักที่ได้จากป่าปลูก ซึ่งระยะเวลาการปลูกยังไม่ยาวนานพอที่จะเกิดน้ำมันตามธรรมชาติจึงแก้ปัญหา ด้วยการอาบน้ำยากันปลวกแทนก็สามารถช่วยป้องกันปลวกได้อีกทางหนึ่ง ไม้สักมีหลายประเภท ได้แก่ สักทอง สักหิน และสักขี้ควาย ไม้สักที่ดีที่สุดคือ ไม้สักทอง ซึ่งในสมัยนี้ค่อนข้างที่จะหาได้ยากมาก แทบจไม่มีการนำมาใช้เป็นไม้จริงล้วนๆ เนื่องจากมีราคาสูงนิยมนำมาทำเป็นไม้วีเนียร์เพื่อใช้ปะผิวไม้ชนิดอื่นแทน นิยมใช้ในงานที่มีราคาแพง เช่น นำไปใช้เป็นผิวของเรือยอร์ช เนื่องจากไม้สักทองเป้ฯไม้ที่มีความสวยงามและคงทน จึงนิยมเลือกใช้ไม้ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างหรือส่วนต้องการความสวย งามประณีต เช่น บานประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ 
  7. ไม้ยางพารา : จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้อแข็งปานกลางในสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้ใน ลักษณะของไม้แปรรูป แต่จากการที่ไม้ยางโตเร็วและมีมาก ทำให้สามารถนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมได้ แต่เนื่องจากต้นยางนั้นจะมีสารอาหารของปลวกและเชื้อรา ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการปรับปรุงคุณภาพของไม้ด้วยการอัดน้ำยากันปลวกและ อบแห้งเพื่อให้เนื้อไม้คงทนแข็งแรง ทำให้สามารถน้ำมาใช้งานได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม้ยางพารานั้นราคาไม่แพงหาได้ง่าย และมีข้อดีอีกอย่างคือเป็นไม้สีอ่อนทำให้สามารถนำไปทำสีได้ง่ายด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ได้มีการนำไม้ยากมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง และหลากหลายรูปแบบมายิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการต่อไม้แบบ FJL (Finger Joint Laminage) ที่สามารถนำไม้ยางท่อนสั้นๆมาต่อกันเพื่อให้ได้ไม้ยาวมากขี้นซึ่งมีความแข็ง แรงทนทานมาก และนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของบ้าน เช่น ประตู วงกบประตู บันได พื้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
  8. ไม้ประดู่ : ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงอมเหลือง สีเส้นเสี้ยนแก่กว่าสีพื้น เนื้อละเอียดปานกลาง ไสตกแต่งและชักเง่าได้ดี นิยมใช้ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ หรือใช้ในงานก่อสร้างทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน และเนื่องจากมีความคงทนสูงจึงสามารถนำไปต่อเรื่อได้ด้วย
  9. ไม้ยาง : เป็นไม้คนละชนิดกับต้นยางพาราที่เรารู้จักกันลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลหม่นเนื้อไม้หยาบ แข็งแรงปานกลางสามารถเลื่อยไสตกแต่งได้ดี นิยมใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น ทำเป็นไม้ฝา หรือไม้โครงคร่าว เป็นต้น
  10. ไม้กะบาก : ลักษณะเนื้อไม้โดยรวามมีสีตั้งแต่นวลเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนแกมแดงเรื่อๆ เสี้ยนมักตรง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอ แข็งเหนียวเลื่อยไสตกแต่งได้ไม่ยาก มักนำมาใช้เป็นไม้โครงสร้าง อาทิ ทำเป็นไม้ฝา ไม้โครงคร่าว หรือทำฝ้าเพดาน

ไม้เนื้อแข็ง ที่นิยมใช้ในประเทศไทย 10 ชนิด (1)

ไม้เนื้อแข็ง ที่นิยมใช้ในประเทศไทย 10 ชนิด (1)
  1. ไม้เต็ง : ไม้มีสีนำตาลอ่อน ถ้าตัดทิ้งไว้นานสีจะเข้มข้นเนื้อไม้มีความแข็งมากทำให้ไสและตัดแต่งได้ยากไม่นิยมใช้สำหรับงานภายในเนื่องจากผิวหยาบและเสี้ยนลายไม้ไม่ค่อยสวยงามจึงนิยมใช้กับงานโครงสร้างที่ไม่ต้องการความสวยงามมาก  เช่น เสา คาน ตง วงกล ประตู หน้าต่าง เหมาะที่จะใช้กับงานภายนอกเป็นหลักเนื่องจากทนสภาพดินฟ้าอากาศได้ดี
  2. ไม้แดง : ลักษณะไม้มีสีน้ำตาลเข้มอมแดง ผิวลายไม้มีความชัดเจน เนื้อไม้มีความแข็งแรงทนทาน มีราคาแพง และด้วยสัมผัสผิวลาย สีสันของไม้ที่มีความสวยงาม ทำให้นิยมมาใช้ในส่วนประกอบโครงสร้างที่เห็ฯได้ชัด อย่างเช่น พื้น วงกบประตู หน้าต่าง แต่ไม่นิยมนำมาทำเฟอร์นิเจอร์ เพราะเนื้อไม้มีความแข็งทำให้ขัดแต่งได้ยาก
  3. ไม้มะค่า : ลักษณะไม้มีสีน้ำตาลเข้มอมส้ม ไม้มะค่าเป็นไม้อีกชนิดหนึ่งที่นิยมมาก ซึ่งมีคุณสมบัติที่ดีคือ เนื้อไม้มีความแข็งแรงมาก สีไม้และเส้นลวดลายไม้ชัดเจนสวยงาม ทำให้ปัจจุบันไม้มะค่าและมีราคาแพง ไม้มะค่าบางส่วนจึงนำเข้ามาจากแอฟริกาซึ่งภูมิอากาศแถบนั้นจะคล้ายๆ ประเทศไทย แต่สีของไม้จะไม่สวยเท่าไม้มะค่าในประเทศจึงไม่แปลกที่ไม้มะค่าจะมีราคาแพงกว่าไม้แดง
  4. ไม้ตะแบ : เนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง สีไม้อ่อนที่สุดในบรรดาไม้ในประเทศ จึงสามารถนำไม้ไปย้อมสีตามที่ต้องการได้ง่ายลายไม้มีความสวยงามใกล้เคียงกับไม้สัก แลทำการไสตกแต่งได้ง่าย แต่ในขณะเดียวกันหากโดนความร้อนหรือความชื้นก็สามารถปิดและโก่งตัวได้ง่ายเช่นเดียวกันจึงนิยมนำมาใช้งานภายในเท่านั้น เช่น พื้นบ้าน บานประตู
  5. ไม้ตะเคียน : เป็นไม้เนื้อแข็งมากเช่นเดียวกัน และเป็นไม้อีกชนิดที่นิยมนำมาใช้สร้างบ้าน ไม้ตะเคียนจะมีสีออกเหลืองทอง แต่จะกลายเป็นสีน้ำตาลเข้มเมื่อทิ้งไว้นานและถูกแสงแดด นิยมนำมาทำวงกบ และพื้นไม้ เนื่องจากมีความคงทนสูงจึงสามารถนำไปต่อเรือได้เช่นเดียวกัน เนื้อของไม้ตะเคียนนั้นจะมีตำหนิที่เรียกว่า "รูมอด" ซึ่งมีลักษณะเป็นรูเล็กๆ อยู่ในเนื้อไม้ชนิดนี้ หลายคนอาจจะกลัวว่าการที่ไม้มีรูแบบนี้ อาจจะทำให้ไม้ไม่ทนทาน แต่จริงๆ รูมอดที่เห็นนั้นไม่ได้มผลต่อความแข็งแรงของไม้แต่อย่างใด
  6. ไม้สัก : เป็นไม้เนื้อแข็งปานกลางที่มีลวดลายสวยงามและคุณภาพดีที่สุด เนื้อไม้มีสีน้ำตาลทอง ผิวลายไม้ตรง ละเอียดสวยงาม ไม้เกิดการปิดงอโก่งตัวได้ยาก ไม้สักที่ดี จะต้องใช้เวลานานมากในการเจริญเติบโต ไม้สักที่มีอายุมากจะเกิดการผลิตน้ำมันธรรมชาติของสักซึ่งมีกลิ่นที่ปลวกไม่ ชอบ จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้เกิดความเชื่อว่าไม้สักไม่โดนปลวกกิน แต่หากเป็นสักปลูกที่โตเร็วจะไม่มีน้ำมันชนิดนี้สะสมอยู่ในเนื้อไม้ ปลวกจึงเลือกกินไม้สักชนิดนี้ได้เช่นกัน หรือที่เรียกไม้สักชนิดนี้ว่าเป็นไม้สักที่ได้จากป่าปลูก ซึ่งระยะเวลาการปลูกยังไม่ยาวนานพอที่จะเกิดน้ำมันตามธรรมชาติจึงแก้ปัญหา ด้วยการอาบน้ำยากันปลวกแทนก็สามารถช่วยป้องกันปลวกได้อีกทางหนึ่ง ไม้สักมีหลายประเภท ได้แก่ สักทอง สักหิน และสักขี้ควาย ไม้สักที่ดีที่สุดคือ ไม้สักทอง ซึ่งในสมัยนี้ค่อนข้างที่จะหาได้ยากมาก แทบจไม่มีการนำมาใช้เป็นไม้จริงล้วนๆ เนื่องจากมีราคาสูงนิยมนำมาทำเป็นไม้วีเนียร์เพื่อใช้ปะผิวไม้ชนิดอื่นแทน นิยมใช้ในงานที่มีราคาแพง เช่น นำไปใช้เป็นผิวของเรือยอร์ช เนื่องจากไม้สักทองเป้ฯไม้ที่มีความสวยงามและคงทน จึงนิยมเลือกใช้ไม้ชนิดนี้เป็นส่วนประกอบโครงสร้างหรือส่วนต้องการความสวย งามประณีต เช่น บานประตู หน้าต่าง เฟอร์นิเจอร์ 
  7. ไม้ยางพารา : จัดอยู่ในประเภทไม้เนื้อแข็งปานกลางในสมัยก่อนยังไม่ค่อยมีการนำมาใช้ใน ลักษณะของไม้แปรรูป แต่จากการที่ไม้ยางโตเร็วและมีมาก ทำให้สามารถนำมาใช้ในระบบอุตสาหกรรมได้ แต่เนื่องจากต้นยางนั้นจะมีสารอาหารของปลวกและเชื้อรา ทำให้เกิดการพัฒนากระบวนการปรับปรุงคุณภาพของไม้ด้วยการอัดน้ำยากันปลวกและ อบแห้งเพื่อให้เนื้อไม้คงทนแข็งแรง ทำให้สามารถน้ำมาใช้งานได้มากยิ่งขึ้น เนื่องจากไม้ยางพารานั้นราคาไม่แพงหาได้ง่าย และมีข้อดีอีกอย่างคือเป็นไม้สีอ่อนทำให้สามารถนำไปทำสีได้ง่ายด้วย ดังนั้นจะเห็นว่าเดี๋ยวนี้ได้มีการนำไม้ยากมาใช้งานกันอย่างกว้างขวาง และหลากหลายรูปแบบมายิ่งขึ้น ด้วยเทคโนโลยีการต่อไม้แบบ FJL (Finger Joint Laminage) ที่สามารถนำไม้ยางท่อนสั้นๆมาต่อกันเพื่อให้ได้ไม้ยาวมากขี้นซึ่งมีความแข็ง แรงทนทานมาก และนิยมนำมาเป็นส่วนประกอบของบ้าน เช่น ประตู วงกบประตู บันได พื้นไม้ เฟอร์นิเจอร์ ฯลฯ
  8. ไม้ประดู่ : ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงอมเหลือง สีเส้นเสี้ยนแก่กว่าสีพื้น เนื้อละเอียดปานกลาง ไสตกแต่งและชักเง่าได้ดี นิยมใช้ทำเครื่องเรือน เฟอร์นิเจอร์ หรือใช้ในงานก่อสร้างทั่วไปที่ต้องการความแข็งแรงทนทาน และเนื่องจากมีความคงทนสูงจึงสามารถนำไปต่อเรื่อได้ด้วย
  9. ไม้ยาง : เป็นไม้คนละชนิดกับต้นยางพาราที่เรารู้จักกันลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลหม่นเนื้อไม้หยาบ แข็งแรงปานกลางสามารถเลื่อยไสตกแต่งได้ดี นิยมใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น ทำเป็นไม้ฝา หรือไม้โครงคร่าว เป็นต้น
  10. ไม้กะบาก : ลักษณะเนื้อไม้โดยรวามมีสีตั้งแต่นวลเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนแกมแดงเรื่อๆ เสี้ยนมักตรง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอ แข็งเหนียวเลื่อยไสตกแต่งได้ไม่ยาก มักนำมาใช้เป็นไม้โครงสร้าง อาทิ ทำเป็นไม้ฝา ไม้โครงคร่าว หรือทำฝ้าเพดาน